วันพฤหัสบดีที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2555
เวลาการหมุนรอบตัวเองของโลก
ถ้าคุณตอบว่า 1 วันก็ถูกต้องครับ แต่ถ้าใครตอบว่า 24 ชั่วโมงนั้น ผิดครับ อ้าว... แล้ว 1 วัน มันไม่เท่ากับ 24 ชั่วโมงหรือไง...???
ในกรณีที่ผมถามแบบนี้ต้องบอกว่าไม่เท่ากันครับ เพราะว่าโลกหมุนรอบตัวเองครบ 360 องศา (จากตำแหน่งที่ 1 ไปตำแหน่งที่ 2) ใช้เวลา 86,164.091 วินาที หรือ 23 ชั่วโมง 56 นาที 4.091 วินาที แต่นี่เป็นวันทีโลกอ้างอิงกับตัวเอง คิดโดยการหมุนครบรอบ 360 องศา เป็น 1 วัน ทางดาราศาสตร์จะเรียกว่า Sideral day
แต่ถ้าเราอ้างอิงกับดวงอาทิตย์ โดยคิดว่าเอาตำแหน่งที่โลกหันเข้าหาดวงอาทิตย์ หมุนวนกลับเข้าหาดวงอาทิตย์อีกครั้ง (จากตำแหน่งที่ 1 ไปตำแหน่งที่ 3) นับเป็น 1 วัน แบบนี้ถึงจะได้ 24 ชั่วโมง การคิดโดยอ้างอิงกับดวงอาทิตย์นี้ ทางดาราศาสตร์เรียกว่า Solar day
แต่ก็ใช่ว่ามันจะคำนวณได้พอดีเป๊ะ ถ้าเราคิดแบบ Sideral day ใน 1 ปีจะมี 366.25636042 วัน และถ้าเป็น Solar day ใน 1 ปี เราจะมี 365.25636042 วัน เจ้าเศษทศนิยม 0.256.... เนี่ยล่ะ ที่ทำให้เรามีปัญหา เค้าก็เลยต้องชดเชยด้วยการเพิ่มวันที่ 29 กุมภาพันธ์ เข้าไปทุกๆ 4 ปี ตามปฏิทินแบบสุริยคติ (Solar Calendar)
แต่ในความคิดผมที่ผมอ่านเจอในหนังสือนั้น โลกหมุนรอบตัวเองใช้เวลา 23 ชั่วโมง 56นาที 4.0989 วินาที ซึ่งจะต่างกับวินาทีที่ผมหาได้จากอินเทอร์เน็ต
วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2555
วิธีการตรวจเลือดแบบง่ายๆ ของคุณหมอ
ในการตรวจเลือดว่าเรากรุ๊ปเลือดอะไรนั้น เราต้องมี2สิ่งนี้ก่อน คือ 1.สาร anti a 2.สาร anti b นะครับ ผู้ตรวจเลือดเค้าจะนำ สารสองสิ่งนี้มาหยดลงไปบนแผ่นสไลด์พอประมาณ จากนั้น นำเลือดของคนที่ต้องการจะตรวจมาหยดลงบนทั้งสไลด์สองสไลด์ก็จะรู้ว่าคนๆนั้นที่มาตรวจเลือดกรุ๊ปอะไร
หลักการดูว่าเป็นกรุ๊ปเลือดอะไร
ถ้าคนตรวจเลือดนั้น มีกรุ๊ปเลือดเป็น a เมื่อหยดลงบนสไลด์ anti a แล้วจะตกตะกอน แต่จะไม่ตกตะกอนกับ สไลด์ anti b นะครับ
ถ้าคนตรวจเลือดนั้น มีกรุ๊ปเลือดเป็น b เมื่อหยดลงบนสไลด์ anti b แล้วจะตกตะกอน แต่จะไม่ตกตะกอนกับ สไลด์ banti a นะครับ
ถ้าคนตรวจเลือดนั้น มีกรุ๊ปเลือดเป็น o เมื่อหยดลงบนสไลด์ anti a และ anti b จะไม่ตกตะกอนทั้งสองสไลด์ นะครับ
ถ้าคนตรวจเลือดนั้น มีกรุ๊ปเลือดเป็น ab เมื่อหยดลงบนสไลด์ anti a และ anti b จะตกตะกอนทั้งสองสไลด์ นะครับ
นี่ก็เป็นวิธีการตรวจกรุ๊ปเลือดแบบง่ายๆ ของทางการแพทย์นะครับ
(เรื่องนี้ผมอ่านเจอในหนังสือ แล้วจำได้เลยเอามาเล่นครับ)
หลักการดูว่าเป็นกรุ๊ปเลือดอะไร
ถ้าคนตรวจเลือดนั้น มีกรุ๊ปเลือดเป็น a เมื่อหยดลงบนสไลด์ anti a แล้วจะตกตะกอน แต่จะไม่ตกตะกอนกับ สไลด์ anti b นะครับ
ถ้าคนตรวจเลือดนั้น มีกรุ๊ปเลือดเป็น b เมื่อหยดลงบนสไลด์ anti b แล้วจะตกตะกอน แต่จะไม่ตกตะกอนกับ สไลด์ banti a นะครับ
ถ้าคนตรวจเลือดนั้น มีกรุ๊ปเลือดเป็น o เมื่อหยดลงบนสไลด์ anti a และ anti b จะไม่ตกตะกอนทั้งสองสไลด์ นะครับ
ถ้าคนตรวจเลือดนั้น มีกรุ๊ปเลือดเป็น ab เมื่อหยดลงบนสไลด์ anti a และ anti b จะตกตะกอนทั้งสองสไลด์ นะครับ
นี่ก็เป็นวิธีการตรวจกรุ๊ปเลือดแบบง่ายๆ ของทางการแพทย์นะครับ
(เรื่องนี้ผมอ่านเจอในหนังสือ แล้วจำได้เลยเอามาเล่นครับ)
โรคเลือดจางธาลัสซีเมีย
โรคเลือดจางธาลัสซีเมีย (thalassaemia) เป็นโรคเลือดจางที่มีสาเหตุมาจากมีความผิดปกติทางพันธุกรรม ทำให้มีการสร้างโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของเม็ดเลือดผิดปกติ จึงทำให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้นกว่าปกติ แตกง่าย ถูกทำลายง่าย ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จึงมีเลือดจาง โรคนี้พบได้ทั้งหญิงและชายปริมาณเท่าๆ กัน ถ่ายทอดมาจากพ่อและแม่ทางพันธุกรรมพบได้ทั่วโลก และพบมากในประเทศไทยด้วยเช่นกัน
อาการ
จะมีอาการซีด ตาขาวสีเหลือง ตัวเหลือง ตับโต ม้ามโต ผิวหนังดำคล้ำ กระดูกใบหน้าจะเปลี่ยนรูป มีจมูกแบน กะโหลกศีรษะหนา โหนกแก้มนูนสูง คางและขากรรไกรกว้างใหญ่ ฟันบนยื่น กระดูกบาง เปราะ หักง่าย ร่างกายเจริญเติบโตช้ากว่าคนปกติ แคระแกร็น ท้องป่อง ในประเทศไทยมีผู้เป็นโรคประมาณร้อยละ 1 ของประชากรหรือประมาณ 6 แสนคน
โรคเลือดจางธาลัสซีเมียมีอาการตั้งแต่ไม่มีอาการใดๆ จนถึงมีอาการรุนแรงมากที่ทำให้เสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์หรือหลังคลอดไม่เกิน 1 วัน ผู้ที่มีอาการจะซีดมากหรือมีเลือดจางมาก ต้องให้เลือดเป็นประจำ หรือมีภาวะติดเชื้อบ่อยๆ หรือมีไข้เป็นหวัดบ่อยๆ ได้ มากน้อยแล้วแต่ชนิดของธาลัสซีเมียซึ่งมีหลายรูปแบบ ทั้งแอลฟา-ธาลัสซีเมีย และเบต้า-ธาลัสซีเมีย
ผู้ที่มีโอกาสเป็นพาหะ
- ผู้ที่มีญาติพี่น้องเป็นโรคนี้ก็มีโอกาสที่จะเป็นพาหะหรือมียีนแฝงสูง
- ผู้ที่มีลูกเป็นโรคนี้ แสดงว่าทั้งคู่สามีภรรยาเป็นพาหะหรือมียีนแฝง
- ผู้ที่มีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นโรคธาลัสซีเมีย
- ถ้าผู้ป่วยที่เป็นโรคธาลัสซีเมียและแต่งงานกับคนปกติที่ไม่มียีนแฝง ลูกทุกคนจะมียีนแฝง
- จากการตรวจเลือดด้วยวิธีพิเศษดูความผิดปกติของเฮโมโกลบิน
โอกาสเสี่ยงของการมีลูกเป็นโรคธาลัสซีเมีย
ถ้าทั้งพ่อและแม่เป็นโรคธาลัสซีเมีย (ป่วยทั้งคู่)
- ในการตั้งครรภ์แต่ละครั้งลูกทุกคนจะป่วยเป็นโรคธาลัสซีเมีย
- ในกรณีนี้จึงไม่มีลูกที่เป็นปกติเลย
ถ้าทั้งพ่อและแม่มียีนแฝง (เป็นพาหะทั้งคู่)
- ในการตั้งครรภ์แต่ละครั้งโอกาสที่ลูกจะเป็นปกติ เท่ากับ ร้อยละ 25 หรือ 1 ใน 4
- ในการตั้งครรภ์แต่ละครั้งโอกาสที่ลูกจะมียีนแฝง (เป็นพาหะ) เท่ากับ ร้อยละ 50 หรือ 2 ใน 4
- ในการตั้งครรภ์แต่ละครั้งโอกาสที่จะมีลูกจะเป็นธาลัสซีเมีย เท่ากับ ร้อยละ 25 หรือ 1 ใน 4
ถ้าพ่อหรือแม่เป็นยีนแฝงเพียงคนเดียว (เป็นพาหะ 1 คน ปกติ 1 คน)
- ในการตั้งครรภ์แต่ละครั้งโอกาสที่จะมีลูกปกติเท่ากับร้อยละ 50 หรือ 1 ใน 2
- ในการตั้งครรภ์แต่ละครั้งโอกาสที่ลูกจะมียีนแฝงเท่ากับร้อยละ 50 หรือ 1 ใน 2
ถ้าพ่อหรือแม่เป็นโรคธาลัสซีเมียเพียงคนเดียวและอีกฝ่ายมียีนปกติ (เป็นโรค 1 คน ปกติ 1 คน)
- ในการตั้งครรภ์แต่ละครั้งลูกทุกคนจะมียีนแฝง หรือเท่ากับเป็นพาหะร้อยละ 100
- ในกรณีนี้จึงไม่มีลูกที่ป่วยเป็นโรคธาลัสซีเมีย และไม่มีลูกที่เป็นปกติด้วย
ถ้าพ่อหรือแม่เป็นโรคธาลัสซีเมียเพียงคนเดียวและอีกฝ่ายมียีนแฝง (เป็นโรค 1 คน เป็นพาหะ 1 คน)
- ในการมีครรภ์แต่ละครั้งโอกาสที่ลูกจะป่วยเป็นโรคเท่ากับร้อยละ 50 หรือ 1 ใน 2
- ในการมีครรภ์แต่ละครั้งโอกาสที่ลูกจะมียีนแฝงเท่ากับร้อยละ 50 หรือ 1 ใน 2
- ในกรณีนี้จึงไม่มีลูกที่เป็นปกติเลย
การรักษา
- ให้เลือดเมื่อผู้ป่วยซีดมากและมีอาการของการขาดเลือด
- ตัดม้ามเมื่อต้องรับเลือดบ่อยๆ และม้ามโตมากจนมีอาการอึดอัดแน่นท้อง กินอาหารได้น้อย
- ไม่ควรรับประทานยาบำรุงเลือดที่มีธาตุเหล็ก
- ผู้ป่วยที่อาการรุนแรงซีดมาก ต้องให้เลือดบ่อยมากจะมีภาวะเหล็กเกิน อาจต้องฉีดยาขับเหล็ก
แบบประคับประคอง (Low Transfusion)
เพื่อเพิ่มระดับเฮโมโกลบินไว้ในระดับหนึ่ง ไม่ให้เด็กอ่อนเพลียจากการขาดออกซิเจน ซึ่งจะทำให้เด็กไม่เติบโต
การให้เลือดจนหายซีด (High Transfusion)
ระดับเฮโมโกลบินสูงใกล้เคียงคนปกติ ซึ่งอาจต้องให้เลือดทุกสัปดาห์ 2-3 ครั้ง จนระดับเฮโมโกลบินอยู่ในเกณฑ์ดี และต่อไปจะให้สม่ำเสมอทุก 2-3 สัปดาห์ ภายใต้การควบคุมของแพทย์ ถ้าให้ตั้งแต่อายุน้อยในเด็กที่เป็นชนิดรุนแรง จะป้องกันการเปลี่ยนแปลงของใบหน้าเด็ก เขาจะเติบโตมีรูปร่างแข็งแรงดี หน้าตาดี ตัวไม่เตี้ย ตับและม้ามไม่โต แพทย์จะพิจารณาเป็นรายๆ โดยระมัดระวังผลแทรกซ้อนจากการให้เลือดบ่อยและจะต้องให้ยาขับเหล็ก ซึ่งอาจสะสมได้จากการให้เลือดบ่อยครั้ง
นอกจากการให้เลือดดังกล่าว บางรายที่มีอาการม้ามโตมากจนต้องให้เลือดถี่ๆ จากการที่เม็ดเลือดแดงถูกทำลายในม้ามมาก ต้องตัดม้ามออกแต่จะมีการป้องกันการติดเชื้อที่อาจมีตามมาด้วย
ปลูกถ่ายไขกระดูก
โดยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดของเม็ดเลือด ซึ่งนำมาใช้ในประเทศไทยแล้วประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับการปลูกถ่ายไขกระดูก ซึ่งทำสำเร็จในประเทศไทยแล้วหลายราย เด็กๆ ก็เจริญเติบโตปกติเหมือนเด็กธรรมดา โดยหลักการคือ นำไขกระดูกมาจากพี่น้องในพ่อแม่เดียวกัน (ต่างเพศก็ใช้ได้) นำมาตรวจความเหมาะสมทางการแพทย์หลายประการ และดำเนินการช่วยเหลือ
การเปลี่ยนยีน
นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีทันสมัยล่าสุดคือการเปลี่ยนยีน ซึ่งกำลังดำเนินการวิจัยอยู่
แนวทางการป้องกันโรคทาลัสซีเมีย
- จัดให้มีการฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อจะได้มีความรู้ ความสามารถในการวินิจฉัย หรือให้คำปรึกษาโรคทาลัสซีเมียได้ถูกวิธี
- จัดให้มีการให้ความรู้ประชาชน เกี่ยวกับโรคทาลัสซีเมีย เพื่อจะได้ทำการค้นหากลุ่มที่มีความเสี่ยง และให้คำแนะนำแก่ผู้ที่เป็นโรคทาลัทซีเมีย ในการปฏิบัติตัวได้อย่างถูกวิธี
- จัดให้มีการให้คำปรึกษาแก่คู่สมรส มีการตรวจเลือดคู่สมรส เพื่อตรวจหาเชื้อโรคทาลัทซีเมีย และจะได้ให้คำปรึกษาถึงความเสี่ยง ที่จะทำให้เกิดโรคทาลัทซีเมียได้ รวมถึงการแนะนำ และการควบคุมกำเนิดที่เหมาะสม สำหรับรายที่มีการตรวจพบว่าเป็นโรคทาลัสซีเมียแล้วเป็นต้น
วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2555
วิธีแก้ปัญหาการนอนไม่หลับ
การนอนหลับเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับทุกคน สมองและร่างกายจะทำการซ่อมแซม คืนสภาพของตัวเราเมื่ออยู่ระหว่างการนอนลึก นั้นคือเหตุผลที่สำคัญที่ทำไมเราถึงต้องนอนให้ลึก โดยแพทย์แนะนำให้นอนอย่างน้อย 8 ชั่วโมง เพื่อให้ร่ายการแข็งแกร่ง และยังมีผลต่อความสวยความงานของร่ายกายอีกด้วย ซึ่งถ้าเรานอนน้อย อาจส่งผลให้ ดวงตาไม่ชุ่มชื่น และไม่มีแรงในการทำงาน การนอนยังเป็นปัญหาใหญ่สำหรับคนอีกหลายคน ซึ่งเป็นเหตุผลดังกล่าว
ปัญหานอนไม่หลับ อาจทำให้ผู้ประสบปัญหาเกิดการกังวล และอาจเป็นผลสืบเนื่องทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับเรื้อรัง บางคนต้องพึ่งยานอนหลับซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรเด็ดขาด เพราะการกินยานอนหลับนั้นจะช่วยได้แค่เวลาอันสั้นเท่านั้น ซึ่งการใช้ยานอนหลับอาจช่วยคุณได้ในระยะเวลาอันสั้นเท่านั้น โดยไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างถาวร
การนอนหลับที่ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งสำหรับทุกคน เพราะกาารนอนคือการให้สมองและร่างกายได้พักผ่อนคืนสภาพร่างกาย ซึ่งการนอนที่ดีควรจะเป็นการนอนหลับลึก โดยแพทย์แนะนำการน้อยให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและยังส่งผลต่อความสวยงานของร่างกายด้วย ซึ่งถ้าเรานอนน้อยอาจส่งผลโดยตรงกับร่างกาย เช่น ดวงตาไม่ชุ่มชื่น และไม่มีแรงทำงาน แต่การนอนหลับก็ถือได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่สำหรับคนอีกหลายคนก็ว่าได้ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าโรคนอนไม่หลับ ซึ่งปัญหาดังกล่าวอาจเกิดจากความเครียด การกังวลใจ และเมื่อนอนไม่หลับติดต่อกันนานๆ อาจจะเกิดการนอนไม่หลับเรื้อรังก็เป็นได้ บางคนถึงกับต้องพึ่งยานอนหลับแต่รู้ไหมว่านั้นไม่ใช่ผลดีเลย เพราะการกินยานอนหลับจะช่วยได้แค่ระยะสั้นๆเท่านั้น ไม่ใช่การแก้ปัญหาได้อย่างถาวร
ปัญหานอนไม่หลับ อาจทำให้ผู้ประสบปัญหาเกิดการกังวล และอาจเป็นผลสืบเนื่องทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับเรื้อรัง บางคนต้องพึ่งยานอนหลับซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรเด็ดขาด เพราะการกินยานอนหลับนั้นจะช่วยได้แค่เวลาอันสั้นเท่านั้น ซึ่งการใช้ยานอนหลับอาจช่วยคุณได้ในระยะเวลาอันสั้นเท่านั้น โดยไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างถาวร
การนอนหลับที่ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งสำหรับทุกคน เพราะกาารนอนคือการให้สมองและร่างกายได้พักผ่อนคืนสภาพร่างกาย ซึ่งการนอนที่ดีควรจะเป็นการนอนหลับลึก โดยแพทย์แนะนำการน้อยให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและยังส่งผลต่อความสวยงานของร่างกายด้วย ซึ่งถ้าเรานอนน้อยอาจส่งผลโดยตรงกับร่างกาย เช่น ดวงตาไม่ชุ่มชื่น และไม่มีแรงทำงาน แต่การนอนหลับก็ถือได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่สำหรับคนอีกหลายคนก็ว่าได้ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าโรคนอนไม่หลับ ซึ่งปัญหาดังกล่าวอาจเกิดจากความเครียด การกังวลใจ และเมื่อนอนไม่หลับติดต่อกันนานๆ อาจจะเกิดการนอนไม่หลับเรื้อรังก็เป็นได้ บางคนถึงกับต้องพึ่งยานอนหลับแต่รู้ไหมว่านั้นไม่ใช่ผลดีเลย เพราะการกินยานอนหลับจะช่วยได้แค่ระยะสั้นๆเท่านั้น ไม่ใช่การแก้ปัญหาได้อย่างถาวร
โรคนอนไม่หลับสามารถแก้ได้โดยมี 9 วิธีด้วยกัน
1. ไม่ควรทานกาแฟ เพราะการทานกาเฟจะทำมีคาแฟอีนตกค้างอยู่ในร่างกายซึ่งเป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าเป็นสาเหตุของการนอนไม่หลับ
2. จัดบรรยากาศให้สภาพห้องดูน่าอยู่ จัดของให้เป็นระเบียบ โดยอาจใช้กลิ่นน้ำหอม หรือวางแจกันดอกไม้สดไว้ในห้อง อากาศถ่ายเทได้ดี
3. การอาบน้ำก่อนนอน โดยอาจจะเป็นการแช่น้ำอุ่นก่อนนอน และควรแช่ในระยะเวลาที่พอดี อย่าแชน้ำนานจนเกิดไปเพราะอาจทำให้รู้สึกเบื่อซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความเครียดแถมขึ้นมาอีกก็ได้
4. ใช้ยาสมุนไพร บางตัวที่ช่วยในการผ่อนคลายความเครียด และจะช่วยทำให้นอนหลับได้ดี เช่น ถั่งเฉ้า ซึ่งมีสรรพคุณช่วยระงับประสาท ทำให้นอนหลับสนิท
5. ยืดเส้นยืดสาย คนที่ทำงานในลักษณะมีการเคลื่อนที่มักจะไปสบปัญหานอนกว่าคนที่ทำงานอยู่กับที่ เพราะการเคลื่อนที่จะสูญเสียพลังงานมาก ดังนั้นร่างกายจึงต้องการการผักผ่อนนั้นเอง ดังนั้นผู้ที่นอนหลับยาก ควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 15 นาที ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจนทำให้ผ่อนคลาย และนอนหลับง่ายขึ้น
6. กินอาหารอย่างถูกวิธี ซึ่งไม่เหมาะแน่ถ้าจะให้ท้องว่างจนเกินไป หรือกินอิ่มเกินไป และไม่ควรกินอาหารหลัง 2 ทุ่ม และทางที่ดีควรไม่รับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์ซึ่งเหมือนเป็นการกระตุ้นให้กับร่างกาย สิ่งที่ควรทานจะเป็นพวกข้าว ผักที่มีลำต้นที่อยู่ใต้ดิน ถั่วต่างๆ เป็นต้น
7. ทำจิตใจให้ผ่อนคลาย พยายามอย่าให้เกิดความเครียด โดยอาจจะหาเพลง หรือทำนองที่เบาๆ ฟังแล้วรู้สึกสบาย หรือไม่ก็หาเทปที่บันทึกเสียงธรรมชาติ เพื่อให้ร่างกายรู้สึกสงบ ไม่ควรเปิดไฟนอนเพราะไฟอาจจะทำให้คุณรู้สึกตื่นตัวได้
8. อย่าอยู่บนที่นอนถ้านอนไม่หลับจริงๆ ถ้าคุณรู้สึกว่าคุณเริ่มตื่นตัวและนอนไม่หลับจริงๆแล้ว ให้คุณลุกขึ้นมาอย่านอนอยู่กับที่ เพราะนั้นจะทำให้คุณรู้สึกหงุดหงิด ไม่ควรเปิดทีวี อ่านหนังสือ หรือคิดเรื่องราวอะไรต่างๆนานา เพราะนั้นยิ่งทำให้คุณนอนไม่หลับยิ่งขึ้น สิ่งที่ควรทำคือหาเก้าอี้ที่นั่งสบายๆ แล้วทำจิตใจให้สงบ จนเกินความรู้สึกง่วงขึ้นมา
9. ดื่มนมก่อนนอน เพราะนมบางตัวที่ช่วยให้นอนหลับสบาย และยังช่วยผ่อนคลายประสาท
1. ไม่ควรทานกาแฟ เพราะการทานกาเฟจะทำมีคาแฟอีนตกค้างอยู่ในร่างกายซึ่งเป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าเป็นสาเหตุของการนอนไม่หลับ
2. จัดบรรยากาศให้สภาพห้องดูน่าอยู่ จัดของให้เป็นระเบียบ โดยอาจใช้กลิ่นน้ำหอม หรือวางแจกันดอกไม้สดไว้ในห้อง อากาศถ่ายเทได้ดี
3. การอาบน้ำก่อนนอน โดยอาจจะเป็นการแช่น้ำอุ่นก่อนนอน และควรแช่ในระยะเวลาที่พอดี อย่าแชน้ำนานจนเกิดไปเพราะอาจทำให้รู้สึกเบื่อซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความเครียดแถมขึ้นมาอีกก็ได้
4. ใช้ยาสมุนไพร บางตัวที่ช่วยในการผ่อนคลายความเครียด และจะช่วยทำให้นอนหลับได้ดี เช่น ถั่งเฉ้า ซึ่งมีสรรพคุณช่วยระงับประสาท ทำให้นอนหลับสนิท
5. ยืดเส้นยืดสาย คนที่ทำงานในลักษณะมีการเคลื่อนที่มักจะไปสบปัญหานอนกว่าคนที่ทำงานอยู่กับที่ เพราะการเคลื่อนที่จะสูญเสียพลังงานมาก ดังนั้นร่างกายจึงต้องการการผักผ่อนนั้นเอง ดังนั้นผู้ที่นอนหลับยาก ควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 15 นาที ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจนทำให้ผ่อนคลาย และนอนหลับง่ายขึ้น
6. กินอาหารอย่างถูกวิธี ซึ่งไม่เหมาะแน่ถ้าจะให้ท้องว่างจนเกินไป หรือกินอิ่มเกินไป และไม่ควรกินอาหารหลัง 2 ทุ่ม และทางที่ดีควรไม่รับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์ซึ่งเหมือนเป็นการกระตุ้นให้กับร่างกาย สิ่งที่ควรทานจะเป็นพวกข้าว ผักที่มีลำต้นที่อยู่ใต้ดิน ถั่วต่างๆ เป็นต้น
7. ทำจิตใจให้ผ่อนคลาย พยายามอย่าให้เกิดความเครียด โดยอาจจะหาเพลง หรือทำนองที่เบาๆ ฟังแล้วรู้สึกสบาย หรือไม่ก็หาเทปที่บันทึกเสียงธรรมชาติ เพื่อให้ร่างกายรู้สึกสงบ ไม่ควรเปิดไฟนอนเพราะไฟอาจจะทำให้คุณรู้สึกตื่นตัวได้
8. อย่าอยู่บนที่นอนถ้านอนไม่หลับจริงๆ ถ้าคุณรู้สึกว่าคุณเริ่มตื่นตัวและนอนไม่หลับจริงๆแล้ว ให้คุณลุกขึ้นมาอย่านอนอยู่กับที่ เพราะนั้นจะทำให้คุณรู้สึกหงุดหงิด ไม่ควรเปิดทีวี อ่านหนังสือ หรือคิดเรื่องราวอะไรต่างๆนานา เพราะนั้นยิ่งทำให้คุณนอนไม่หลับยิ่งขึ้น สิ่งที่ควรทำคือหาเก้าอี้ที่นั่งสบายๆ แล้วทำจิตใจให้สงบ จนเกินความรู้สึกง่วงขึ้นมา
9. ดื่มนมก่อนนอน เพราะนมบางตัวที่ช่วยให้นอนหลับสบาย และยังช่วยผ่อนคลายประสาท
คำย่อที่ใช้ในการรักษาโรคที่ใช้กันทั่วไป
- I&D ย่อมาจาก Incision and Drainage การผ่าเข้าไปและกรีดเอาหนองหรือสิ่งแปลกปลอมออกจากแผล
- Explore lap. ย่อมาจาก Exploratory Laparotomy การผ่าเข้าไปในช่องท้องเพื่อผ่าตัดอวัยวะภายในช่องท้อง
- TAH ย่อมาจาก Total Abdominal Hysterectomy การผ่าตัดมดลูกออกทั้งหมด
- SO ย่อมาจาก Salphingo-oophorectomy การผ่าตัดรังไข่และปีกมดลูก
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


